เป็นแนวโน้มที่ดี ก็ต้องดูกันต่อไป ว่าเอาไปทำจริงๆแล้วจะเป็นยังไงบ้าง
Reference: ประชาชาติธุรกิจ 16 ตุลาคม 2551 หน้า 29
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02hmc01161051&day=2008-10-16§ionid=0220
"นักวิจัยที่จบปริญญาเอกหรือ Ph.D. จะคนละสปีชี่ส์กับคนอื่นๆ ฉะนั้นเวลาดูแลจะดูแลเหมือนกันไม่ได้"
เป็น คำแนะนำจากผู้บริหารของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และประสบการณ์ในการเข้าไปเป็นอนุกรรมการด้านบุคลากรใน สวทช.ทำให้ผู้บริหารของเครือซิเมนต์ไทยหรือ SCG ต้องหันกลับมาปรับกระบวนการบริหารจัดการบุคลากรภายในใหม่ โดยเฉพาะนักวิจัยที่ถือเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ผู้นำตลาดใน อาเซียน ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงเรื่องผลตอบแทน แต่รวมไปถึงเส้นทางการเติบโตและกระบวนการสรรหาด้วย
เพื่อสะท้อนให้ เห็นถึงความมุ่งมั่นและการให้ความสำคัญกับนักวิจัยของ SCG ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา "มนูญ สรรค์คุณากร" ผู้อำนวยการสำนักงานการบุคคลกลาง เครือซิเมนต์ไทย (SCG) จึงได้พาสื่อมวลชนไปเยี่ยมชมศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี ธุรกิจกระดาษ เครือซิเมนต์ไทย อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าและยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการบุคลากรในปี นี้ว่า กลยุทธ์ที่สำคัญที่จะทำให้องค์กรบรรลุวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจที่มุ่ง เติบโตสู่ความเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน ควบคู่กับการสร้างความเจริญอย่างยั่งยืน นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเน้นการสร้างนวัตกรรมและการพัฒนาสินค้าและบริการให้ เป็น high value ดังนั้นบุคลากรที่มีความสามารถ ประสบการณ์ด้านงานวิจัยและพัฒนา (R&D) จึงมีความสำคัญกับองค์กรนี้เป็นอย่างมาก
หลังจากที่ SCG ได้ประกาศรับสมัคร นักวิจัยที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกเพื่อเป็น team leader ในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ในรอบปีที่ผ่านมา ขณะนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมงานกับ SCG แล้ว 17 คนซึ่งยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ในปีนี้ SCG จึงเดินหน้าเฟ้นหานักวิจัยต่อเพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 50 คน โดยเฉพาะบุคลากรทางด้าน meterial science, chemistry และ chemical engineering ที่ขาดอยู่หลายอัตรา
"จริงๆ แล้วคนเก่งนั้นมีอยู่เยอะ แต่ SCG ต้องการนักวิจัยที่มีเครือข่าย มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับสถาบันหรือหน่วยงานต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการวิจัยและพัฒนา นวัตกรรมต่างๆ ในอนาคต ซึ่งคนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะติดเรื่องทุน การสรรหาจึงเป็นไปค่อนข้างยากลำบาก"
เมื่อ "คนเก่ง" หายาก กระบวนการรักษาคนเก่งให้เป็นพลังขององค์กรไปนานๆ จึงเป็นเรื่องจำเป็น
" มนูญ" กล่าวว่า ต่อไป SCG ไม่ต้องสูญเสียนักวิจัยเก่งๆ เพื่อให้ได้ผู้บริหารแย่ๆ ขึ้นมาสักคนหนึ่งอีกแล้ว เพราะตอนนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางการเติบโตของบุคลากรใหม่ออกเป็น 3 แนวทาง เอ็นจิเนียร์ หรือคนเก่งๆ ในโรงงานที่มีประสบการณ์ในการทำงานมายาวนานจะเติบโตในสายของสเปเชียลิสต์ เพราะองค์กรรู้ดีว่าคนเหล่านี้มีความรู้ ความชำนาญเรื่องเครื่องจักรเป็นอย่างดี ประสบการณ์หน้างานทำให้เขารู้ว่าควรจะพัฒนาปรับปรุงส่วนไหนอย่างไร
ใน ส่วนของนักวิจัยก็เติบโตสายของ R&D ซึ่งจะมี 3 ระดับ คือนักวิจัยผู้ช่วย นักวิจัย นักวิจัยอาวุโส โดยยึดตามความรู้ ความเชี่ยวชาญและความสามารถในการสร้างนวัตกรรมเป็นหลัก
ส่วนอื่นๆ ก็เติบโตในสายการบริหารปกติซึ่งเปิดช่องไว้หลายตำแหน่ง นอกจากระดับเพรซิเดนต์ที่มีอยู่ 8 คนในปัจจุบันยังมีพนักงานจัดการระดับ 3 ระดับ 4 เรียกว่าหากเก่งและมีความสามารถจริงก็สามารถเติบโตในช่องทางต่างๆ ได้ ไม่มีตัน
นอกจากแคเรียร์พาทที่มีการปรับเปลี่ยนใหม่ ในช่วงที่ผ่านมา SCG ยังได้ยกเครื่องระบบผลตอบแทนของนักวิจัยใหม่ให้สอดคล้องกับการบริหาร Ph.D ทั้งเรื่องเงินเดือน อินเซ็นทีฟ การโมติเวต รวมไปถึง งบประมาณในการพัฒนาบุคลากรในศูนย์วิจัย หรือแม้กระทั่งวิธีการสัมภาษณ์ ล่าสุดถึงขั้นส่งตั๋วเครื่องบินไปให้ถึงอเมริกาเพื่อให้ผู้สมัครบินมา สัมภาษณ์กับผู้บริหารที่เมืองไทย จองโรงแรมชั้นหนึ่งให้พัก และเร็วๆ นี้ยังมีโครงการออกงานจ๊อบแฟร์ที่ประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย
"ทุกๆ ปี คุณกานต์ ตระกูลฮุน ซีอีโอของ SCG จะต้องเดินสายไปตามมหาวิทยาลัยดังต่างๆ ทั่วโลก ล่าสุดเพิ่งกลับจากการเยี่ยมเยือน
7 มหาวิทยาลัยดังในสหรัฐอเมริกา โดยการไปครั้งนี้ไม่ได้เพียงประชาสัมพันธ์ให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้รู้จัก SCG เท่านั้น แต่ยังได้นำแผนการรับบุคลากรไปฉายให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้เห็นว่า SCG มีความต้องการนักวิจัยเพิ่มเป็น 800 คน ในปี 2013-2014 จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 600 คน โดยโฟกัสไปที่นักวิจัยในระดับ Ph.D. ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะด้านเคมีคอลเท่านั้นแต่ยังเพิ่ม ในสายของไบโอเทคโนโลยี และไบโอเคมีคอลด้วย เพื่อรองรับธุรกิจใหม่ๆ ของ SCG ในอนาคต"
ผู้อำนวยการสำนักงานการบุคคลกลาง SCG ชี้ให้เห็นการให้ความสำคัญกับการสรรหานักวิจัยระดับหัวกะทิของซีอีโอที่ลงมา ลุยด้วยตัวเอง เพราะการดำเนินงานตรงนี้ไม่เพียงแต่เป็นการไปส่องแว่นขยายเพื่อหาคนเก่ง เท่านั้นแต่ยังเป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีในการส่งนักเรียนทุนไปศึกษาต่อ ทั้งระดับปริญญาโทและปริญญาเอก เพราะมหาวิทยาลัยเหล่านี้ไม่ได้เข้ากันง่ายๆ จำเป็นต้องอาศัยแรงผลัก
และ ปีนี้ SCG ได้ประกาศให้ทุนไปแล้วทั้งหมด 25 ทุน ซึ่งผลจากการพูดคุยกับ ผู้บริหารในมหาวิทยาลัยต่างๆ พบว่าเขาไม่ได้ต้องการเด็กเข้าไปเรียนเพียงอย่างเดียวแต่ต้องการงานวิจัย ใหม่ๆ ด้วย นักเรียนทุนเหล่านี้จึงเป็นเสมือนประตูที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมต่างๆ ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าในเครือซิเมนต์ไทย
แต่อย่างไรก็ ตามนวัตกรรมใหม่คงเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือในการทำวิจัย ที่เพียบพร้อม SCG จึงให้ความสำคัญในการพัฒนาศูนย์วิจัยซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 4 แห่ง คือศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี ธุรกิจกระดาษ (SCG Paper) บริษัท เอสซีไอ วิจัยและนวัตกรรม จำกัด ธุรกิจซีเมนต์ (SCG Cement) สำนักงานวิจัย และเทคโนโลยี ธุรกิจเคมีภัณฑ์ (SCG Chemicals) และสำนักงานนวัตกรรมและเทคโนโลยี ธุรกิจผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (SCG Building Materials) ให้เป็นแหล่งบ่มเพาะนักวิจัยคุณภาพ ให้บุคลากรด้านวิจัยสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้ง new product, new process, new business model เพื่อขยายไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ ที่มากกว่า 5 ธุรกิจที่มีอยู่ในปัจจุบัน
การเติมความเข้มแข็งให้ กับกลยุทธŒด้านการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ขององค์กรแห่งนี้ไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น ช่วงที่ผ่านมา SCG ยังได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับ ผู้เชี่ยวชาญภายนอก ทั้งสถาบันวิจัยและสถาบันการศึกษาต่างๆ อาทิ สวทช. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ฯลฯ เพื่อให้ได้งานวิจัยใหม่ๆ ตลอดเวลา
และ เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของ SCG ในช่วง 5 ปีนี้ (2008-2012) SCG ได้เตรียม งบประมาณไว้กว่า 6,000 ล้านบาท ในการส่งเสริมกลยุทธ์ด้านนวัตกรรม ทั้งด้านงานวิจัยและพัฒนา และการบริหารจัดการ ทรัพย์สินทางปัญญา รวมไปถึงการทำโครงการวิจัยและพัฒนาร่วมกับสถาบันต่างๆ
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
No comments:
Post a Comment