...เรื่องอดีตอีกแล้ว...
เดี๋ยวมีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ มาใหม่ แล้วน้องๆ หลายคนก็กำลังจะย้ายบ้าน จดๆไว้สักหน่อย (รู้สึกจะพูดซ้ำๆมาสามสี่ปีละ.. - -")
การลงทะเบียนต่างด้าว/การ update ข้อมูล
คนที่อยู่เกิน 90 วันทุกคน ต้องไปลงทะเบียนทำบัตรต่างด้าว (alien card) ที่เขต (อำเภอ) ของตัวเอง ปกตินักเรียนต่างชาติมักจะมีติวเตอร์พาไปอยู่แล้ว แต่บางทีก็เป็นพี่ๆน้องๆชาติเดียวกันนี่แหละ ที่พาไป
ไม่มีอะไรมาก เตรียมรูปไปสองใบ กับ passport เขาจะให้ใบเหลืองๆมา บอกว่าให้รอ 2-3 อาทิตย์แล้วค่อยมาเอาบัตร
ทีนี้ ถ้าไม่มี alien card เนี่ย มันจะไปสมัครอะไรต่ออะไรได้ลำบากมาก ดังนั้น เราสามารถขอใบรับรอง alien card ได้ (คล้ายๆขอคัดสำเนาทะเบียนราษฎร์ อะไรทำนองนั้น) เสียตังค์ชุดละ 300 เยน ขอเผื่อไว้ก่อนก็ดี เผื่อจะรีบไปเปิดโทรศัพท์ หรือเปิดบัญชีธนาคาร
ใน alien card จะมีข้อมูลที่อยู่ปัจจุบัน แล้วก็ข้อมูลเหมือนใน passport รวมกับ visa ดังนั้น ถ้าย้ายที่อยู่ หรือมีการแก้ไขใดๆ เกี่ยวกับ passport เช่น ไปต่ออายุมา หรือเกี่ยวกับวีซ่า เช่น เปลี่ยนประเภท เราต้องไปแจ้งเขตให้ update ด้วย
ถ้าได้ alien card แล้ว ก็เลิกพก passport ได้ พกแต่ alien card พอ และ.. ถ้าหน้าตา...ต่างด้าว+ทำตัวน่าสงสัย... อาจจะเจอตำรวจเรียกตรวจ alien card ได้ (เราไม่เคยโดน เพราะหน้าตาใสซื่อ.. และกลมกลืนกับคนญี่ปุ่น..) ถ้าไม่ได้พก ก็อาจจะซวยได้เหมือนกัน
ประกันสุขภาพ
คนที่อยู่นาน (จนต้องทำ alien card) ทุกคน ต้องมีประกันสุขภาพ จะเป็นของรัฐ หรือเอกชนก็ได้ ปกติบริษัทมักจะมีสวัสดิการทำประกันสุขภาพให้พนักงานและครอบครัว ส่วนนักเรียนต่างชาติทั้งหลาย ส่วนใหญ่ก็สมัครของรัฐไป (国民健康保険 - 国保) นักเรียนไทยชอบเรียกประกันสุขภาพ ย่อๆ ว่า "โฮเค็ง" (จริงๆมันแปลว่า "ประกัน" เฉยๆน่ะนะ)
ถ้ามีประกันสุขภาพ เวลาเจ็บป่วย เราจะไปรักษาได้ในราคาประกัน (ลดจากราคาเต็มราวๆ 60%) แต่ถึงลดแล้วก็ไม่ได้ถูกนัก แค่พอจ่ายได้เฉยๆ ถ้าเจ็บหนัก ค่ารักษาแพงมาก ก็จะได้ส่วนลดคืนอีกเหมือนกัน ช่วงฤดูสกี มีคนเจ็บกลับมาทุกปี.. ขาหักบ้าง แขนเดาะบ้าง.. ก็ใช้ประกันกันคุ้มล่ะ (แต่เราไม่เคยใช้ซักหน - -")
ประกันสุขภาพทำที่เขตเช่นเดียวกัน พอไปทำ alien card แล้วก็ทำประกันต่อไปเลย สำหรับคนที่รายได้น้อย (เช่นนักเรียน ที่.. ไม่ได้ทำงานพิเศษจนรวย) จะมีส่วนลดเบี้ยประกันให้ หลังจากลดแล้วจะเสียกันโดยเฉลี่ยราวๆ ปีละหมื่นเยน หรือหมื่นนิดๆ มีหลายคน เบี้ยว ไม่จ่ายค่าประกันสุขภาพ ที่นี่ไม่มีตำรวจมาไล่จับถ้าไม่จ่าย ญี่ปุ่นใช้คำว่า "ขอความร่วมมือ" ในการขอให้จ่าย .. ก็ ตกเดือนละพันเยน.. ถูกกว่าไปกินข้าวนอกบ้านโดยปกติด้วยซ้ำ ก็จ่ายไปเถอะ
เวลาย้ายบ้าน ตอนไปแจ้งย้ายที่อยู่ (ที่เขตใหม่) ก็ต้องไปแจ้งย้ายประกันสุขภาพด้วย บางเขตบริการดี จัดการติดต่อเขตเดิม ช่วยยกเลิกให้ด้วย แต่บางเขตก็ให้เรากลับไปแจ้งย้ายออกเอง
การเปิดบัญชีธนาคาร
กฎหมายญี่ปุ่นพึ่งเปลี่ยนไม่นาน (ปี 2005-2006 ได้ - -") โดยให้คนต่าวด้าวที่มาอยู่เกิน 6 เดือนขึ้นไปแล้วเท่านั้น ที่จะเปิดบัญชีธนาคารได้ แต่.. ถ้าห้ามหมดจริงๆ นักเรียนทุนทั้งหลายก็งานเข้าเลย เพราะเงินทุนก็เข้าบัญชีธนาคารอยู่แล้ว ถ้าอยู่ไม่ถึงหกเดือนแล้วต้องการเปิดบัญชี ต้องมีคนรับรองให้ ปกติถ้าเป็นนักเรียน โรงเรียนจะเป็นคนรับรองให้ และภายในหกเดือนแรกจะยังโอนเงินเข้าออกตามใจไม่ได้ แต่กด atm ได้ เอาเงินเข้าได้ตามปกติ หลังจากหกเดือนถึงจะขอเปลี่ยนเป็นบัญชีปกติได้
ธนาคารใหญ่ของญี่ปุ่นมีสามสี แดง (Mitsubishi Tokyo UFJ) เขียว (Mitsui Sumitomo) น้ำเงิน (Mizuho) ที่เหลือจะเป็นธนาคารเล็ก บางทีก็เป็นธนาคารท้องถิ่น (เช่น Yokohama bank) การเลือกธนาคาร ไม่มีอะไรมาก เอาใกล้เป็นหลัก แต่ถ้าทำธุรกรรมบ่อยๆ (และ..งก) ก็ดูค่าธรรมเนียมของแต่ละธนาคารเปรียบเทียบกันก็ได้
มีธนาคาร online อีกสองสามเจ้า (shinsei, jibun ginkou) พวกนี้จะให้กดเงินได้ตามเซเว่น และอาจจะฟรีค่าธรรมเนียมโอนเงินรายเดือน ก็สะดวกดีเหมือนกัน
ธนาคารอีกอันคือ ไปรษณีย์ ตอนตั้งมา มันเหมือนธนาคารออมสินของไทย เมื่อก่อน การโอนเงินระหว่างธนาคารกับไปรษณีย์จะยุ่งยากมาก แต่ไปรษณีย์พึ่งแปรรูปไป ตอนนี้ธนาคารไปรษณีย์ก็เป็นธนาคารเต็มตัวแล้ว ทำอะไรสะดวกขึ้น ข้อดีหลักของไปรษณีย์คือ มันมีสาขาทั่วประเทศ ขนาดธนาคารใหญ่ๆ ถ้าไปต่างจังหวัดไกลๆ นี่หาสาขายากมาก
หลายธนาคารจะบังคับให้ต้องใช้ "อิงคัง" (ตราปั๊ม) แทนลายเซ็น (เหมือนคนญี่ปุ่นทั่วไป) ก็ต้องไปทำให้เรียบร้อย ทำที่นี่น่าจะตกหลายร้อย ไปจนหลายพันเยน ขึ้นกับขนาดและความหรูหรา ตามร้านร้อยเยนก็มีอิงคังขาย .. แต่ อาจจะไม่ปลอดภัยเท่าไหร่ ถ้าจะใช้อิงคังร้อยเยน กับเรื่องเงินๆทองๆ
จริงๆแล้ว อิงคังที่ถูกกฎหมาย ต้องไปลงทะเบียนที่เขต (อีกแล้ว) แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครไปลงทะเบียนกันซักเท่าไหร่ แล้วธนาคารก็ไม่ค่อยจะขอดูไอ้ใบรับรองนี่ด้วย สำหรับคนต่างชาติที่ไม่มีชื่อตัวจีนในพาสปอร์ต (คนไทย..ทุกคนนั่นแหละ) ตัวหนังสือในอิงคังต้องใช้ katakana เท่านั้น ใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้ ไปสรรหาตัวจีนมา ธนาคารก็อาจจะไม่รับ (แต่ถ้าฟลุกๆ.. เขาก็รับเหมือนกัน เช่นของเราเป็นต้น :P)
การซื้อโทรศัพท์มือถือ
หลังๆมานี่ บริษัทมือถือก็เริ่มเขี้ยวมากขึ้นกับลูกค้าต่างด้าว เมื่อก่อน การจ่ายค่ามือถือทำได้ 3 แบบ จ่ายตามคอมบินี่ (convenient store) ตัดบัญชีธนาคาร หรือ ตัดบัตรเครดิต แต่หลังๆมานี่ รู้สึกว่าจะไม่ให้คนต่างด้าวที่เปิดมือถือใหม่จ่ายผ่านคอมบินี่แล้วมั้ง บังคับว่าต้องมีบัญชีธนาคารก่อน หรือมีบัตรเครดิต คงเพราะ..มีพวกเบี้ยวเยอะ
มือถือญี่ปุ่นมีสามค่ายหลักๆ docomo, au, softbank และ pct (willcom) แต่ไม่ค่อยเห็นใครเปิด willcom เท่าไหร่ ควรดูคนรอบๆตัว ว่าเขาใช้ค่ายไหนกันเป็นหลัก เพราะโปรโมชั่นโดยทั่วๆไป โทรค่ายเดียวกันจะถูกกว่าโทรข้ามค่าย นักเรียนไทยในเมืองใหญ่ๆ ใช้ softbank กัน แต่ถ้าออกไปไกลๆ อาจจะไม่มีสัญญาณ (อารมณ์ น้องส้ม orange สมัยก่อนมากๆ ถูก.. แต่สัญญาณห่วย) docomo เป็นเจ้าที่สัญญาณดีที่สุด (ทำนองเดียวกับ AIS .. สัญญาณดี.. แต่แพง) au ก็กลางๆ
ช่วงหลังมานี่ บริษัทมือถือจะบังคับซื้อเครื่องขาด หรือบังคับเซ็นสัญญาสองปีแต่บริษัทจะจ่ายค่าเครื่องให้ ก็ไปเลือกรุ่นเอาตามใจชอบ บางรุ่นที่บริษัทช่วยค่าเครื่องไม่หมด ก็ต้องจ่ายเองบ้าง วันดีคืนดี ก็จะมีรุ่นดีๆมาขายถูกๆ เช่น คนไทยแถวนี้พึ่งแห่กันไปถอย iphone มา เพราะมันถูกมาก.. แต่มันก็มีรุ่นใหม่ออกมาเรื่อยๆ ก็คงต้องเลือกตามสภาพตอนนั้นๆ ค่าเครื่องแต่ละร้านไม่เหมือนกัน ควรสำรวจหลายๆร้านก่อนตัดสินใจซื้อด้วย
ไฟฟ้า ประปา แก๊ส
ถ้ามาอยู่หอ ก็ไม่ต้องสนใจเรื่องพวกนี้ แต่ถ้าย้ายออกมาอยู่เอง เราต้องไปเปิดใช้น้ำ ไฟ แก๊ส เอง จริงๆ มันคือการย้ายชื่อคนจ่ายเงินจากเจ้าของบ้าน มาเป็นชื่อเรา การเปิดก็ไม่มีอะไรมาก น้ำ กับ ไฟ แค่โทรไปบอก ส่วนแก๊ส เขาจะมาเปิดวาล์วให้ ต้องนัดเวลา แต่ก็เปิดไม่นานก็เสร็จ
การจ่ายค่าน้ำ ไฟ แก๊ส ก็เหมือนกับโทรศัพท์มือถือ จ่ายได้สามแบบ ไปจ่ายเองทุกเดือนตามคอมบินี่ ตัดบัญชีธนาคาร หรือตัดบัตรเครดิต
ค่าไฟ จะแพงที่สุดตอนหน้าหนาว อาจจะถึงหมื่นเยนต่อคนต่อเดือนได้ ถ้าเปิดฮีตเตอร์ทั้งวัน ช่วงอากาศดีๆ ค่าไฟจะเหลือราวๆ 2-3 พันเยนต่อคนต่อเดือน (มีคอม โคมไฟ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ไมโครเวฟ) ช่วงน้ำมันแพงที่ผ่านมา ค่า FT ที่นี่ขึ้นไปสูงมาก เห็นค่าไฟแล้วแทบช็อก แต่เขาก็ช่วยเกลี่ยๆ FT ไปลงเดือนอื่นบ้างเหมือนกัน ถ้าไม่เกลี่ยเลยสงสัยจะช็อกคูณสอง
ค่าน้ำ คิดสองเดือนหน ตกราวๆ 2-3 พันเยนต่อคน ต่อสองเดือน
ค่าแก๊ส แก๊สท่อ ถูกกว่าแก๊สถังเท่าตัว ถ้าเป็นแก๊สท่อ ทำกับข้าวทุกวัน อาบน้ำอุ่นตลอด น่าจะราวๆ 2 พันเยนต่อคนต่อเดือน
การทำบัตรเครดิต
แรกๆก็ไม่คิดว่ามันจำเป็น แต่ไปๆมาๆ ถ้าเป็นนักเรียนที่ต้องบินไป conference ต่างประเทศ มันก็จำเป็นอยู่เหมือนกัน (จ่ายค่าลงทะเบียน .. พูดเหมือนเคยไปเนาะ... แต่ไม่เคย - -") เวลาเอามาเบิกเงิน ต้องเอา slip บัตรเครดิตมาเบิก ถ้าบัตรไม่ใช่ชื่อตัวเอง หรือเป็นบัตรจากไทย มันจะยุ่งยากเวลาเบิก
บริษัทบัตรเครดิตมักจะออกบัตรคู่กับร้านค้าต่างๆ เลือกเอาได้ตามใจชอบ แต่.. มันอาจจะไม่อนุมัติ สมัครแล้วไม่ได้ นับเป็นเรื่องปกติ แต่ที่ได้แน่ๆ สำหรับนักเรียน คือสมัครกับสหกรณ์มหาลัย (生協 - เซเคียว) แต่.. มันไม่มีสิทธิประโยชน์อะไรเลย - -" รูดได้..แค่นั้น..
บัตรเครดิตที่อาจจะ..น่าสนใจอันนึง คือบัตรที่ผูกกับไมล์เลจสายการบิน สำหรับญี่ปุ่นมี 3 สายการบิน JAL, ANA, UA ที่มีบัตรเครดิตเก็บไมล์ และบัตรนี่ก็ไปผูกกับบริการอื่นๆได้ด้วยเหมือนกัน (เช่น ANA รวมกับรถไฟใต้ดิน หรือรวมกับ บัตรโตคิว) แต่ไมล์ช็อปปิ้งมันก็ไม่ได้ขึ้นเร็วเท่าบินบ่อยๆอยู่ดี
VISA, MASTER, JCB ใช้ได้ทั่วไปในญี่ปุ่น ไม่ชาร์จเพิ่ม ร้านส่วนใหญ่ไม่ระบุขั้นต่ำในการรูด (รูดเป็นค่าข้าวโรงอาหาร 3-400 เยน เราก็รูด...) บางร้านเห็นรับ amex, diners บ้างเหมือนกัน แต่ถ้าจะเอาไว้ใช้ต่างประเทศด้วย JCB (ที่ของ่ายที่สุด) อาจจะไม่ค่อยมีประโยชน์ ค่าธรรมเนียมรายปีของบัตร มักจะ "ฟรี" สำหรับนักเรียน บัตรที่ได้ก็จะเป็น student card แต่วงเงินจะต่ำ (แสนเยนต่อเดือน)
การย้ายที่อยู่
1. แจ้งย้ายที่อยู่ที่เขตใหม่ แจ้งย้ายประกันสุขภาพ
2. ไปแจ้งเปลี่ยนที่อยู่ที่ธนาคาร (สาขาไหนก็ได้)
3. แจ้งเปลี่ยนที่อยู่กับบริษัทมือถือ (ทำในมือถือได้), เครดิตการ์ด
4. แจ้งย้าย ไฟฟ้า ประปา แก๊ส ขอแบบฟอร์มจากในเนทได้ แล้วส่งไปรษณีย์กลับไป
5. แจ้ง..โรงเรียน ว่าย้ายที่อยู่แล้ว
6. พวก.. point card อื่นๆ แจ้งก็ดี ไม่แจ้งก็ไม่เดือดร้อนมาก
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
No comments:
Post a Comment