ไม่ได้หาเองหรอก แต่ชอบทำตัวเป็น(ตัวติดต่อ)นายหน้าเช่าบ้านอยู่พักนึง เลยมาบันทึกไว้ซักหน่อย
โดยปกติ มหาลัยจะให้นักเรียนต่างชาติที่มาใหม่อยู่หอก่อน อาจจะเป็นหอของมหาลัยเอง หรือหออื่นที่มหาลัยติดต่อให้ เพราะจะให้เด็กต่างชาติมาใหม่ๆเลยไปคุยกับคนญี่ปุ่นเพื่อขอเช่าบ้าน ก็ดูจะลำบากอยู่ บางมหาลัยให้อยู่หอจนเรียนจบเลย บางที่คนเต็มมาก ก็อาจจะให้แค่ปีหรือสองปี
ข้อดีของการอยู่หอคือ มันมักจะถูกกว่าไปเช่าบ้านเอง มีเฟอร์นิเจอร์ครบ แต่ข้อเสียคือ ห้องมันเล็ก และเราต้องแชร์ของส่วนกลางร่วมกับคนอื่น แต่เราเลือกสมาชิกร่วมหอเองไม่ได้ ถ้าโชคดี ก็ดีไป แต่โดยปกติแล้ว ของส่วนกลาง โดยเฉพาะครัว มักจะสกปรก เพราะคนในหอไม่ค่อยสนใจจะรักษาความสะอาดกัน
หอนักเรียนต่างชาติของรัฐบาลญี่ปุ่น โดยปกติจะสมัครได้สองแบบ ผ่านมหาลัย (มหาลัยส่งชื่อไป) กับไปสมัครเองโดยตรง เนื่องจากเป็นหอของรัฐ ราคาจะถูก แต่มันมักจะเต็ม
1. หอ TIEC เรียกกันง่ายๆในหมู่นักเรียนไทยว่า หอโอไดบะ (เพราะมันอยู่ที่โอไดบะ)
http://www.tiec.jasso.go.jp/residence/index_e.html
ใหม่มาก กว้าง หรู เริ่ด อลังการ ราคาไม่แพง แต่เพราะมันอยู่ตรงโอไดบะ อาจจะเดินทางลำบากซักหน่อย ถ้าอยู่อีกฟากของเมือง ค่าเดินทางของรถไฟแถวนั้นก็แพงอยู่ แต่บวกรวมกับค่าหอแล้ว ก็ยังจัดว่าถูกอยู่ดี
2. หอ Komaba
http://www.jasso.go.jp/s_kanto/komaba_e/about_more_e.html
อยู่แทบจะติดกับโตได โคมาบะแคมปัส ราคาถูก (เท่ากับอันบน) แต่เก่ามาก ห้าสิบปีแล้ว อาจารย์รุ่นใหญ่ๆก็ยังรู้จัก ยังแซวกันอยู่เลย ว่า มันยังอยู่อีกเหรอ ไอ้หอนี่เนี่ย ทำเลค่อนข้างดี อยู่ใกล้สถานีรถไฟ จัดว่าค่อนข้างอยู่ในเมืองเลยทีเดียว (เข้า shibuya) นักเรียนเยอะ และหลากหลายมาก มีตั้งแต่เด็กมัธยม เรียนภาษา อาชีวะ ป.ตรี โท เอก
ห้องเล็กมาก เป็นตัวอย่างที่ดีมากของการยัดทุกอย่างลงไปในห้องเล็กๆห้องนึง ทั้งเตียง โต๊ะ ตู้เสื้อผ้า ห้องน้ำ+ส้วม
3. หอ Soshigaya
http://www.jasso.go.jp/s_kanto/soshigaya_e/soshigaya_e.html
อยู่ในย่านคนมีฐานะ แต่ไกลจากสถานีรถไฟพอสมควร แต่จากสถานีรถไฟก็นับว่าอยู่ในตัวเมืองพอควรเหมือนกัน (เข้า shinjuku)
ต่อไปก็เป็นหอเอกชน หรือองค์กรเอกชน
หอเอกชน
1. ABK
ไม่เคยไป เลยไม่มีความเห็น แต่นักเรียนทุนหลายคนก็อยู่หอนี้
http://www.abk.or.jp/accommodation/index.html
2. rikko kaikan
ราคาไม่ถูกเท่าไหร่ แต่ความสะอาดสุดยอด ไม่น่าเชื่อว่าจะมีหอสะอาดๆแบบนี้อยู่ แต่ระเบียบ strict มาก รู้สึกจะมีเคอร์ฟิวด้วย - -" ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ รอบๆน่าอยู่ทีเดียว เข้าเมือง (ikebukuro) ง่าย แต่ share facility ทุกอย่าง (ในห้องมีแต่เตียง ตู้ โต๊ะ) และทุกอย่างต้องหยอดเหรียญ (อาบน้ำ ซักผ้า อบผ้า เตาแก๊ส หุงข้าว)
http://www.rikkokai.or.jp/kaikan-e.htm
3. nasic
มีหลายทำเลให้เลือก ราคาไม่ถูก เคยไปที่แถว nagoya ก็จัดว่าโอเคดี ระดับกลางๆ มีทุกอย่างอยู่ในห้องตัวเอง ไม่ต้องแชร์กับใคร
http://www.nasic.co.jp/
บ้านเช่า
ทีนี้ก็มาว่ากันด้วยเรื่องบ้าน (ห้อง ห้องชุด อพาร์ทเมนท์ แมนชั่น ทาวน์เฮาส์ ฯลฯ) เช่า
ธรรมเนียมการติดต่อเช่าบ้านของคนญี่ปุ่นจะผ่านนายหน้าทั้งหมด บริษัทนายหน้า (不動産屋 - fudosanya - ร้าน อ สังหาริม ทรัพย์) คนไทยชอบเรียกย่อๆ ว่า ฟุโด หรือ ฟุโดซัง ซึ่งปกติจะเปิดหน้าร้านอยู่แถวๆสถานีรถไฟ แล้วเป็นนายหน้าให้บ้านเช่า (รวมถึง officie ให้เช่า ที่ดิน ฯลฯ) ในละแวกนั้น ในสมัยก่อน จะหาบ้านก็คงต้องเดินไปหานายหน้าก่อน แต่สมัยนี้ internet ก้าวไกล เราเริ่มหาจากใน net ก่อนได้ แล้วค่อยโทรติดต่อนายหน้าที่รับผิดชอบบ้านหลังนั้น
portal site สำหรับหาบ้าน
www.athomes.co.jp
www.homes.co.jp
หมายเหตุ: ฟุโด, ฟุโดซัง เป็นภาษาญี่ปุ่นที่ผิด ถ้าจะเรียกในภาษาญี่ปุ่น ต้องเรียก 不動産屋さん
เวลาหา เรามักจะเลือกจากสถานีรถไฟที่ต้องการไปอยู่ บวกลบตามเวลาเดินทางที่ต้องการ อยู่บ้านนอกย่อมถูกกว่าอยู่ในเมือง ปัจจัยนึงที่จะมีผลกับราคาค่าเช่า คือ รถด่วนจอดที่สถานีนั้นหรือเปล่า ถ้ารถด่วนจอด สถานีมักจะใหญ่ และบ้านเช่าจะแพง อีกปัจจัยคือ มีรถไฟกี่สายผ่านแถวนั้น ถ้าผ่านหลายๆสาย มันก็ย่อมแพง แม้ย่านนั้นจะดูไม่ค่อยเจริญเท่าไหร่ก็ตาม
ฤดูหาบ้าน คือราวกุมภา - เมษา ของทุกปี เพราะเป็นช่วงเริ่ม(รอบ)ปีใหม่ของญี่ปุ่น เริ่มงานใหม่ เริ่มเปิดเทอม คนจะย้ายที่อยู่กันช่วงนี้เยอะ จะมีห้องว่างให้เลือกเยอะแต่จะถูกจองไปเร็ว ระยะเวลาที่พอเหมาะในการหาบ้านคือราวๆ 2-3 อาทิตย์ก่อนจะย้ายจริง ถ้าไปเร็วกว่านั้นอาจจะถูกฟุโดไล่กลับมาได้ เพราะเขาก็อยากได้คนที่รีบตัดสินใจจองมากกว่าคนที่มาดูเฉยๆ
ข้อควรสังเกตในการดูบ้านเช่า
間取り - ผังห้อง
ญี่ปุ่นจะเรียกแบบห้องตามจำนวนห้องนอน แล้วบวก sunroom (S) ห้องนั่งเล่น (L) ห้องกินข้าว (D) ครัว (K) เข้าไป เช่น
- บ้าน 3DK หมายถึง บ้านสามห้องนอน มีครัวรวมกับห้องกินข้าว
- บ้าน 1K หมายถึง บ้านหนึ่งห้องนอน แล้วมี space เล็กๆสำหรับครัว แต่ไม่ใหญ่นัก
สำหรับห้อง studio ที่นี่เรียกว่าแบบ 1R (one room)
สำหรับคนที่ต้องการแชร์ห้องกับเพื่อน อาจจะต้องดูการวางห้องด้วย ถ้าห้อง 2K สำหรับสองคน แต่วางแปลนเป็น ประตู - ครัว - ห้องนอน1 - ห้องนอน2 - หน้าต่าง ก็อาจจะไม่เหมาะนักที่จะต้องเดินผ่านห้องอีกคนเข้าไปข้างในตลอด
ส่วนห้องที่วางขนานกัน โดยปกติจะมีประตูเลื่อนเชื่อมระหว่างห้อง เปิดไปมาถึงกันได้ สำหรับคนที่ไม่ชอบก็อาจจะต้องดูละเอียดหน่อย
ข้อควรรู้: ทุกห้องในบ้านของญี่ปุ่น ไม่มีล็อก แม้แต่ห้องน้ำ.. (จริงๆมันก็มี แต่มันก็เปิดได้ง่ายมาก)
ทิศทางของหน้าต่างและระเบียง
ทิศที่ดีสำหรับญี่ปุ่นคือทิศใต้ (南向き) เพราะแดดจะส่องตลอดวัน ทำให้ห้องอุ่นในหน้าหนาว แล้วก็ไม่ขึ้นราง่ายๆ ต่างกับที่ไทย ที่เราอยากได้แค่แดดเช้า เพราะบ้านเราร้อน แต่ที่นี่ หน้าหนาว ถ้าไม่โดนแดดเลยนี่หนาวเกิน อีกเหตุผลนึงคือ เพื่อให้ติดจานดาวเทียมได้ 55 (ดาวเทียมอยู่แถวๆแนวศูนย์สูตรเหมือนกัน)
ระยะจากสถานีรถไฟ
ระยะที่คนญี่ปุ่นถือว่า "ไกล" คือ เกิน 15 นาทีขึ้นไป แต่บ้านที่ใกล้สถานีก็จะแพงกว่าบ้านที่ไกลสถานีแหละนะ
โครงสร้างของบ้าน
ถ้าเป็นอพาร์ทเมนท์ มักจะเป็นบ้านไม้ มีทั้งโครงไม้ หรือโครงเหล็ก ถ้าเป็นแมนชั่น มักจะเป็นตึกปูน โครงสร้างของบ้านจะมีผลกับค่าประกันไฟไหม้ (ซึ่งทุกคนต้องทำ) แต่มันก็ต่างกันไม่เท่าไหร่ ตึกปูนมักจะเก็บเสียงได้ดีกว่าตึกไม้ บ้านไม้ส่วนใหญ่จะห้ามเล่นดนตรีในห้อง (เพราะมันจะกวนห้องข้างๆ)
ชนิดของ(พื้น)ห้อง
洋室 - พื้นไม้ หรือ 和室 - พื้นเสื่อ เสื่อมีข้อดีคือ มันจะไม่เย็นตอนหน้าหนาว ปูฟูกนอนได้เลย ไม่ต้องซื้อเตียง แต่มันก็กินฝุ่นใช้ได้ และเสี่ยงต่อราขึ้นมากกว่าพื้นไม้ ตอนย้ายออกก็ต้องเสียค่าเปลี่ยนเสื่อใหม่ให้เจ้าของบ้านด้วย (4-5 หมื่นเยน ต่อห้องขนาด 6 เสื่อ)
บ้านหรูๆ มักจะมีระบบทำความร้อนใต้พื้น เวลาหน้าหนาวจะได้ไม่เย็นมากนัก แต่บ้านเช่าราคานักเรียนไม่มีระบบแบบนี้หรอก
2人可 - ให้แชร์บ้านได้
ส่วนใหญ่มักจะหมายถึงว่า อนุญาตให้แชร์บ้านกันได้ ถ้าบังคับว่าต้องเป็นญาติกันอาจจะใช้คำว่า 同居親族がいる方 (ต้องเป็นญาติ)
gas
ถ้าในเมืองคงไม่มีปัญหา แต่ถ้าออกมาชานเมืองสักหน่อย จะมี gas สองแบบ แบบเป็นท่อ (เหมือนในเมือง) เรียกว่า 都市ガス กับ gas ถัง เรียกว่า LP gas ข้อต่างคือ ราคาของ 都市ガス จะถูกกว่า LP gas ราวๆเท่าตัว
ห้องน้ำ
ユニットバス - ห้องอาบน้ำกับห้องส้วมรวมอยู่ในห้องเดียวกัน
バス-トイレ別 - ห้องอาบน้ำกับห้องส้วม แยกกัน
ในส้วมของคนญี่ปุ่น เขาใช้ กระดาษชำระ ไม่ใช้สายฉีด แล้วสายฉีดก็หาซื้อยากมากด้วย (ไม่เคยเห็น) ถ้านิยมสายฉีด อาจจะต้องดูว่าห้องน้ำมีปลัก๊ไฟให้ติด washlet (ที่นั่งชักโครกที่ติดที่ฉีดน้ำไว้) ได้หรือเปล่า ข้อดีอีกอย่างของ washlet คือ ตอนหน้าหนาว มันอุ่นที่นั่งชักโครกได้ ไม่ต้องนั่งบนชักโครกเย็นๆ (ซึ่งปกติเขาจะเอาผ้าขนหนูมาหุ้มกัน)
洗濯機置き場 - ที่วางเครื่องซักผ้า
มีทั้งแบบทำฐานวางไว้ให้ในห้อง หรือนอกห้อง ทั้งแบบวางหน้าประตูบ้าน และแบบวางตรงระเบียง
給湯 - ระบบน้ำร้อน
มีแบบใช้ gas กับใช้ไฟฟ้า แต่ไม่เป็นประเด็นนัก (gas ถูกกว่าไฟฟ้านิดหน่อย) บางที่จะตั้งอุณหภูมิน้ำร้อนได้ น้ำร้อนปกติจะออกมาสองที่ ในห้องน้ำ กับในครัว
ที่ตากผ้า
บ้านที่มีระเบียงมักจะวาง(ที่วาง)ราวตากผ้าไว้ที่ระเบียง แต่บางทีก็อาจจะแค่ติดไว้กับผนังด้านนอกตรงหน้าต่าง
ตู้เก็บของ หรือตู้เสื้อผ้า
押入れ - ตู้เก็บของแบบญี่ปุ่น เป็นประตูบานเลื่อน มันจะกว้าง และลึกพอสมควร จุของได้เยอะมาก
クローゼット - ตู้เสื้อผ้าแบบฝรั่ง เป็นบานเปิด เล็กกว่า 押入れ
แอร์
บ้านบางหลังจะติดแอร์ไว้ให้แล้ว (แค่ห้องนอน) บางที่ไม่มี แต่เจาะรูไว้เผื่อให้ซื้อแอร์มาติดเองได้ ถ้าไม่มีแอร์แล้วต้องติดเอง แอร์ถูกที่สุดตกตัวละ 3-4 หมื่นเยน ค่าติดตั้งอีกราวๆหมื่นเยน ค่าถอด (ตอนออก) อีกราวๆ 4-5 พันเยน บ้านที่ติดแอร์อาจจะแพงกว่าที่ไม่ติด แต่ถ้าอยู่นานๆ ติดเองอาจจะคุ้มกว่าก็ได้
หลังจากดูแปลนจนเลือกที่ถูกใจได้ประมาณนึงแล้วก็โทรติดต่อฟุโด บ้านที่เราเล็งไว้ดิบดีในเน็ท ถึงเวลาไปคุยจริงอาจจะมีคนจองไปแล้วก็ได้ หรือเจ้าของบ้านอาจจะไม่ยินดีให้คนต่างชาติเช่าก็ได้ (ข้อหลังนี่มีเยอะมาก) ถ้าเคลียร์กับเจ้าของบ้านเรียบร้อย ฟุโดจะพาเราไปดูที่จริง ตอนนั้นก็ดูสภาพภายในภายนอก บางครั้งรูปในเว็บมันก็หลอกตา ไปดูจริงๆแล้วอาจจะไม่ชอบ สังเกตบริเวณรอบๆว่าเปลี่ยวหรือเปล่า ซุปเปอร์ที่ใกล้ที่สุดอยู่แถวไหน ตัดสินใจได้ก็ตกลงจองกับฟุโด ทำประกันภัย แล้วก็เซ็นสัญญา
ค่าใช้จ่ายในการเช่าบ้าน
การเช่าบ้านที่ญี่ปุ่นต้องวางเงินประกัน (敷金 - shikikin - deposit money) และให้เงินกินเปล่ากับเจ้าของบ้าน (礼金 - reikin - key money) โดยปกติจะนับเป็นจำนวนเท่าของค่าเช่าต่อเดือน เช่น 1:1, 1:0, 2:2 เป็นต้น จริงๆแล้ว เงินกินเปล่านี่ อาจจะไม่ได้ไปถึงเจ้าของบ้านตรงๆก็ได้ อาจจะเป็นายหน้าเองนั่นแหละที่กินเงินส่วนนี้ ส่วนเงินประกัน ไว้สำหรับซ่อมของเสียหายตอนเราย้ายออก ส่วนนึงแน่ๆ คือค่าทำความสะอาด ค่าเปลี่ยนเสื่อ บางครั้งอาจจะเป็นค่าเปลียน wall paper ด้วย
และ เนื่องจากเราใช้บริการนายหน้า เราก็ต้องจ่ายค่านายหน้าเช่นกัน ค่านายหน้าคิดมาตรฐานเท่ากันทุกที่ คือ เท่าค่าเช่า 1 เดือน + vat 5%
เราต้องจ่ายค่าเช่าบ้านล่วงหน้าทุกเดือน ดังนั้น ค่าใช้จ่ายก้อนแรกที่ต้องจ่ายตอนทำสัญญาบ้าน ไม่รวมค่าประกันไฟไหม้ จะราวๆ 3-6 เท่าของค่าเช่ารายเดือน เป็นอีกสาเหตุนึงที่เขาไม่ให้เด็กต่างชาติที่มาใหม่ออกไปเช่าบ้านเอง เพราะไม่ค่อยจะมีใครมีเงินก้อนใหญ่มาจ่ายได้ตอนมาใหม่ๆ ให้อยู่หอเก็บเงินไปก่อน ครบปีหรือสองปีแล้วค่อยออกไปหาเอง
ส่วนใหญ่แล้ว ในระยะยาว การออกมาแชร์บ้านอยู่กับเพื่อนจะประหยัดกว่าอยู่หอหรือบ้านที่เป็นห้องเดี่ยว คนส่วนใหญ่ก็เลยย้ายออกจากหอหลังจากมีเงินก้อนสำหรับเช่าบ้าน
ที่อยู่ระยะสั้น
หอส่วนใหญ่จะรับแต่คนที่มาอยู่ระยะยาว คนที่มาระยะสั้นๆ ถ้าติดต่อผ่านมหาลัย อาจจะได้หอในมหาลัย หรือถ้าต้องหาเอง ส่วนใหญ่จะใช้บริการ guest house (5-6 หมื่นเยนต่อเดือน) สำหรับคนที่งบน้อย ถ้างบมากขึ้นก็จะเป็น monthly mansion (เฉียดแสนเยนต่อเดือน) หรือเป็น serviced apartment (แสนกว่าขึ้นไป)
ที่อยู่ระยะสั้นจะเหมาค่าน้ำ ไฟ ฯลฯ ลงไปในค่าเช่ารายเดือนแล้ว เลยจะดูแพงอยู่บ้าง แต่ก็ควบคุมค่าใช้จ่ายได้แน่นอนดี
http://www.sakura-house.com/
http://www.wmt.co.jp/
http://www.leopalace21.com/
(อื่นๆ search หาได้ตาม google)
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
1 comment:
ขอบคุณค๊าบบ
Post a Comment