Tuesday, September 20, 2011

ค่ายอาสา peaceboat ผลัดระยะสั้นที่ 47 ณ Ishinomaki, Miyagi

14 - 16 กันยายน 2011

เนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่เมื่อเดือนมีนาคม สึนามิเข้า สร้างความเสียหายมหาศาล ช่วงแรกๆ ก็จะเห็นการระดมเงินบริจาค เอาสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปแจก ช่วงหลังนี้ก็จะเป็นการฟื้นฟู ซ่อม สร้างใหม่ และดูท่าทางจะต้องใช้เวลาอีกเป็นปี ในช่วงตั้งแต่โกลเด้นวีค ต้นพฤษภาเป็นต้นมา ก็มีองค์กรต่างๆ รวมถึงอาสาสมัครทั่วไปทยอยเข้าไปชั่วเหลือเขตประสบภัย ตอนโกลเด้นวีคเกิดเหตุการณ์รถติดมหาศาลเพราะทุกคนมุ่งไป tohoku แล้วก็สร้างปัญหาให้รถส่งของเดินทางเข้าพื้นที่ลำบาก ต่อมาก็มีการจัดระเบียบมากขึ้น มีการขอร้องให้เดินทางด้วยบริการสาธารณะเท่านั้น (รถไฟ บัส) ให้ลงทะเบียนอาสาสมัคร โดยมีศูนย์อาสาสมัครทำหน้าที่แจกงานให้ อาสาสมัครที่มาต้องดูแลเรื่องที่พักอาหารเอง ห้ามมากางเต๊นท์นอน หรือนอนในรถ บางพื้นที่ก็ระบุเลยว่าขออาสาสมัครในพื้นที่ก่อน อาจจะด้วยเหตุผลเรื่องการดูแลความปลอดภัย ถ้ามีคนนอกเข้าไปมาก ภาระงานก็หนักขึ้น ดังนั้น การเดินดุ่มๆ เข้าไปเองแล้วไปของานทำไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็มีหลายองค์กรที่รับสมัครอาสาทั่วไป แล้วเป็นตัวประสานงานให้กับองค์กรท้องถิ่นอีกรอบ

ช่วงกันยานี้เป็นช่วงที่ว่างมาก มีน้องร่วมอุดมการณ์อีกคน เลยลงทะเบียนไปค่ายอาสากับเขาบ้าง สาเหตุก็มีหลายๆ อย่างผสมกัน ทั้งอยากรู้อยากเห็นค่ายอาสาของญี่ปุ่น อยากไปเห็นพื้นที่จริง ไหนๆ ก็ว่าง มีแรงเหลือ ก็อยากทำอะไรบ้าง ในทีแรกตั้งใจจะไปผลัดระยะยาวเต็มสัปดาห์ เพราะเป็นผลัดที่ต้อนรับคนต่างชาติ แต่เนื่องจากจัดตารางกับน้องที่จะไปด้วยกันไม่ลงตัว เลยเปลี่ยนมาเป็นผลัดระยะสั้นสามวันแทน ก็เลยได้ไปผลัดระยะสั้นกับคนญี่ปุ่นเกือบร้อย

ช่วงเตรียมตัว
peaceboat บังคับให้คนที่จะไปค่ายอาสาทุกคนต้องเข้าฟังปฐมนิเทศก่อน หลักๆ เป็นการบรรยายเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน กินเวลาไปร่วมๆ ชั่วโมง แจก safety manual ขนาด A6 หนาร่วมๆ 60 หน้า รายละเอียดก็เช่น
- ให้ตรวจสอบความปลอดภัยของสถานที่ทำงานก่อนเข้าทำงานทุกครั้ง มีของอะไรห้อยร่องแร่งพร้อมจะร่วงใส่หัวตลอดเวลาหรือเปล่า พื้นใต้ตึกมีโพรงหรือเปล่าเหยียบลงไปมันจะยุบไหม กระจกแตก เศษแก้ว ฯลฯ
- ทางหนีทีไล่ถ้าเกิดแผ่นดินไหวหรือสึนามิว่าเขาให้ไปทางไหน
- พกน้ำสองลิตรติดตัวตลอดเวลา (ย้ำหลายรอบมาก) เพราะ 1. ทำงานใช้แรงจะต้องการน้ำมากกว่าปกติ 2. เผื่อใช้ล้างแผลยามจำเป็น 3. เผื่อเวลาต้องหนีภัย จะได้มีน้ำกินติดตัวไว้
- ถุงมือหนัง ถุงมือยาง ใช้กับงานแบบไหน รองเท้าให้ใส่บู๊ทยางที่เป็นรองเท้า safety ทำงานเสมอ
- สาเหตุการเป็นลมแดดและการป้องกัน
- รู้ลิมิตตัวเอง อย่าหักโหมเพราะเห็นคนอื่นเขาทำไหว ทำงาน 40-50 นาที พัก 10 นาที โดยประมาณ
ฯลฯ
นอกนั้นก็เป็นรายการของที่ต้องเตรียมไป จานชามช้อนส้อม ทิชชู่ฆ่าเชื้อโรค ชุดทำงาน (เสื้อและกางเกงขายาวที่ไม่ใช่ยีนส์) ฯลฯ

ที่แคมป์ไม่ให้ซักผ้าล้างจาน คงเพราะระบบบำบัดน้ำเสียยังไม่ดี ไม่อยากก่อมลภาวะ อนุญาตแค่ซักน้ำเปล่า และแปรงฟัน ส่วนเรื่องอาบน้ำมีแชมพูสบู่แบบเป็นมิตรกับธรรมชาติเตรียมไว้ให้ (นี่ก็เวอร์.. ซะ) จานชามช้อนให้เช็ดด้วยทิชชู่ฆ่าเชื้อโรคแทน

หลังอธิบายมาตการความปลอดภัยและอุปกรณ์ต่างๆ ก็เป็นการจัดกลุ่ม ให้จับกลุ่มกันเอง 5-6 คนคละเพศและวัย เลือกหัวหน้าทีมมาเป็นตัวแทนติดต่อประสานงานกับสตาฟกลาง ได้สมาชิกมาเป็นผู้ชายสาม ทำงานแล้วหนึ่ง เป็นเด็กปีหนึ่งอีกสอง กับสาวไทยนักเรียนป.เอกสองคน วันเดินทางมีสมาชิกเพิ่มมาอีกคนเป็นสาวน้อยปีหนึ่งเด็กชมรมเชียร์ (น่ารักมาก ขอบอก) ผลัดนี้จัดได้ 15 ทีม ดังนั้นก็คงมีคนราวๆ 80 คน

นัดรวมพลสามทุ่มวันที่ 13 ออกเดินทางด้วยบัสตอนสามทุ่มครึ่งเพื่อไปถึงแคมป์เช้า แล้วเริ่มงานเลย ทำงานสามวันเต็ม คืนวันสุดท้ายรถออกจากแคมป์ กลับถึงโตเกียวเช้ามืดวันที่ 17

Facilities
- ที่พักเดิมเป็นโรงงาน เข้าใจว่าโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า แต่คงไปขอเขาใช้เป็นที่พักชั่วคราว
- ที่พักติดมุ้งลวดทั้งหลัง กันแมลงได้เยอะ แต่ก็เห็นจุดยาไล่แมลงด้วยเหมือนกัน
- แคมป์บังคับให้ประหยัดไฟ (ก็ถูกต้องแล้ว) ดังนั้นจะตัดไฟหลังสี่ทุ่ม
- น้ำประปาใช้เฉพาะดื่มและทำอาหารเท่านั้น น้ำใช้แยกไปอีกส่วน (ไม่แน่ใจว่ามาจากไหน)
- ใช้ส้วมชั่วคราวแบบมาตรฐานที่พบได้ทั่วไปในญี่ปุ่น ความสะอาดใช้ได้
- ห้องอาบน้ำเป็น shower booth แบบชั่วคราวมีน้ำร้อน (ก็เหมาะอยู่กับเมืองที่มีหน้าหนาว)
- ที่นอน ปูเสื่อ tatami ให้
- ครัว มีน้ำร้อน น้ำแข็ง ให้ แต่ไม่ให้ทำอาหาร
- มีตู้ขายน้ำหยอดเหรียญ ราคาปกติ
- convenient store ที่ใกล้ที่สุดเป็น lawson เดินประมาณ 10 นาที หลายคนเดินไปซื้อข้าวเช้าที่นี่

สภาพทั่วๆ ไปรอบๆ ที่พัก
ยังพบเห็นซากความเสียหายได้ทั่วไปแม้เวลาจะผ่านมาหกเดือนแล้ว บ้าน โรงงานฝาสังกะสี ที่ชั้นหนึ่งยุบเข้าไปหมด พังเละเทะ มีให้เห็นได้ตลอดทาง บางที่ก็กำลังซ่อมแซม แต่บางที่ก็ดูเหมือนเจ้าของจะปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ทำอะไร บางที่ดูออกว่าเคยมีอะไรซักอย่างตั้งอยู่ แต่เคลียร์พื้นที่ให้กลายเป็นที่ว่างแล้ว

ร้านค้าหลายร้านก็เปิดแล้ว ร้านขายของอย่าง lawson, family mart ก็เปิดแล้ว ถนนหนทางใช้ได้ บางที่ดูรู้เลยว่าทำใหม่แน่นอน รถบรรทุกวิ่งค่อนข้างเยอะ เป็นธรรมดาของเมืองที่กำลังซ่อมแซม

14 กันยายน 2011
ถึงที่พัก อธิบายกฎระเบียบในการอยู่ร่วมกัน เช่น ห้ามออกนอกสถานที่หลังสองทุ่ม อาบน้ำได้สี่โมงถึงหกโมงถึงสามทุ่ม ขยะทั้งหมดให้เอากลับไปทิ้งที่บ้าน ฯลฯ แยกย้ายไปเก็บของ จัดการอาหารเช้าที่เตรียมมา แล้วก็รวมพล

จุดหนึ่งที่เขาเน้นย้ำมาก คือ ขอให้สำรวมเวลาลงพื้นที่ พื้นที่ประสบภัยไม่ใช่พื้นที่ท่องเที่ยวที่จะให้นักท่องเที่ยวไปยิ้มแฉ่งถ่ายรูป เขาก็พูดอ้อมๆ ให้นึกถึงใจของผู้ประสบภัยบ้าง

อธิบายเรื่องชุดทำงาน full set ว่ามี
1. safety helmet
2. ถุงมือหนัง และ ถุงมือยาง
3. goggle
4. yakke (windbreaker?) เป็นชุดทำงาน กันน้ำ คล้ายๆชุดกันฝนแต่เหมือนจะหนากว่า
5. บู๊ทยางสูงที่เป็นรองเท้า safety
6. bibs เสื้อทีม peaceboat เพื่อบอกว่าเราเป็น volunteer ไม่ใช่คนแปลกหน้าโผล่มาเป็นฝูง
ทุกอย่างมีให้ยืม แต่ใครมีของส่วนตัวก็แล้วแต่

รวมพลตอนเช้า 7.45 หัวหน้าแคมป์ทักทายสั้นๆ ย้ำเรื่องความปลอดภัย ย้ำเรื่องวัตถุประสงค์ในการมาทำงานอาสา ออกกำลังกายตอนเช้า ทีมงานเปิด radio taisou ให้ออกกำลังพร้อมกัน สุ่มๆ เลือกตัวแทนออกมาสามคนมานำออกกำลัง แต่ดูแล้ว ทุกคนก็ทำได้หมด

แล้วก็แจกงาน ทีมเรากับอีกทีมได้จับคู่กันรวม 12 คน มาทำงานที่ท่าเรือประมงเล็กๆ (sudachihama) ซึ่งต้องนั่งบัสไปจากที่พักอีกราวๆ ชั่วโมง งานวันแรกเป็นงาน “ลอกท่อ” มีทางระบายน้ำอยู่ตรงโซนที่ดูจะเป็นเหมือนที่ล้างเรือ ยาวราวๆ 20-30 m มีดิน ทราย เปลือกหอย ที่สึนามิกวาดมาถมไว้เต็ม งานวันแรกง่ายๆ คือ ขุดดินทรายพวกนี้ออกจากรางระบายน้ำซะ แจกพลั่วมาให้ห้าหกอัน กับถุงทราย งานง่ายแต่ใช้แรงงานมาก ตัวใช้แรงหนักๆ ก็จะเป็นพวกเด็กผู้ชายซะมาก ผู้หญิงช่วยตักนิดหน่อย ช่วยกางถุง ผูกถุงที่เต็มแล้วให้ เริ่มงานเก้าโมงเศษๆ พักเรื่อยๆ พักเที่ยง เสร็จงานตอนเกือบๆ บ่ายสอง

ข้าวเที่ยงเป็นข้าวปั้นคนละสองก้อน มีไส้สามแบบ 1. บ๊วย 2. วากาเมะ 3. คล้ายๆ ปลาหยอง กับคาราอาเกะหนึ่งชิ้น อาหารสามวันเหมือนกันหมด ต่างกันแค่ว่าวันไหนจะได้ข้าวปั้นอะไร

สภาพท่าเรือ
มีบ้านที่ชั้นล่างพังให้เห็นอยู่ 2-3 หลัง มีฐานของบ้านอีกเกือบสิบหลัง ที่เหลือแต่ฐาน มีอาคารส่วนกลางที่ดูคล้ายๆ ห้องเย็น ที่เหลือโครงกับหลังคา แต่พอเข้าไปอาศัยหลบแดดพักเที่ยงได้ ในทะเลมีเรือประมงลอยอยู่เกือบสิบลำ แนวกันคลื่นข้างนอกเหมือนจะทำใหม่ รอบๆ ที่เหลือเป็นภูเขาหมด น้ำทะเลสีเขียวน่าเล่นมาก บรรยากาศดี (ไม่นับซากปรักหักพังที่เห็น) ลมเย็นสบาย ถ้าไม่ติดว่ามาทำงานน่าจะโดดลงไปเล่นน้ำแล้ว

เสร็จงานแล้วก็พบว่า น้ำขึ้นเร็วมาก น้ำท่วมเข้ามาในเขตท่าเรือเกือบสองสามเมตร เข้าใจว่าพื้นเดิมคงยุบลงไป คงต้องทำอะไรซักอย่าง ตอนนี้เห็นคนงานก่อสร้างกำลังทำถนนใหม่ให้สูงพ้นน้ำอยู่เหมือนกัน จากการกะคร่าวๆ หกเดือนผ่านไปอยู่ในสภาพนี้ คิดว่าอย่างเร็วก็ปีหน้าถึงจะฟื้นกลับมาเป็นปกติได้หมด

จริงๆ แล้วตามกำหนดเขาให้ทำงานถึงบ่ายสาม แต่งานเสร็จเร็วมาก ลุงหัวหน้าชาวประมงก็ให้เลิกงานเร็วมาก เข้าใจว่าเพราะว่ารู้ว่าน้ำจะขึ้นด้วย เลิกงานแล้วก็กลับที่พัก ทำความสะอาดอุปกรณ์ของตัวเอง (ล้างรองเท้า ซักถุงมือ yakke bibs) หัวหน้าทีมไปมีตติ้งสรุป แล้วก็อาบน้ำ กินข้าว พักผ่อนก่อนมีตติ้งรวม

อาหารเย็นเป็นข้าวกล่อง จานชามช้อนส้อมที่เตรียมมา ไม่ได้ใช้ เข้าใจว่าอาจจะอยากสนับสนุนร้านข้าวกล่องในเมืองให้มีรายได้ด้วย ข้าวกล่องธรรมดาๆ ราคา 4-500 เยนที่ขายทั่วไป มีชาขวดแช่เย็นให้อีกหนึ่ง

มีตติ้งรวมก็คล้ายๆ ค่ายอาสาทั่วไป ใช้เวลาราวๆ ชั่วโมง หัวข้อในแต่ละวันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ หลักๆ จะให้รายงานปัญหาที่พบในการทำงานของทีมและแนวทางการแก้ไข แล้วก็ความคิดเห็นส่วนตัวในการมาทำงานอาสา ทำไมถึงมา มาแล้วรู้สึกยังไง คาดหวังอะไรจากการมาค่าย สำหรับคนที่เคยมาแล้วก็จะเป็นคำถามเช่น เทียบครั้งนี้กับครั้งก่อนเป็นยังไง

หลังจากนั้นก็แยกย้ายตามสะดวก ปิดไฟสี่ทุ่มนอน ที่พักไม่มีพัดลม เปิดหน้าต่างนอน ช่วงสิงหาคงจะร้อนมาก กันยาแล้วอากาศไม่ร้อนมาก พอนอนได้แบบไม่ต้องห่มผ้า แต่เช้ามืดก็เย็นจนต้องคว้าถุงนอนมาห่มเหมือนกัน


15 กันยายน 2011
เนื่องจากเขาไม่ให้อาบน้ำตอนเช้า บางคนก็เช็ดตัวเอา หลายๆคนตื่นตั้งแต่ตีห้า อาจจะมีคนออกไปเดินเล่นด้วย หกโมงเช้าสว่างแล้ว คนส่วนใหญ่ตื่นแล้ว ทยอยๆ กันไปล้างหน้าแปรงฟัน กินข้าว แล้วก็รวม 7.45 เหมือนเดิม ออกกำลัง แบ่งงาน แล้วก็ไปทำงานของตัวเอง

กลุ่มของเรายังคงได้จับคู่กับกลุ่มข้างเคียงไปทำงานที่ท่าเรือเดิม ทีแรกเขาบอกว่ากลุ่มพวกเรามีเด็กๆ เยอะ (แก่สุดก็คนไทยสองคนนี่แหละ) จะให้ไปทำงานใช้แรงอีก เพราะประทับใจที่ลอกท่อเสร็จอย่างรวดเร็ว แต่ดูเหมือนเด็กๆ เองก็บ่นเหมือนกันว่าเริ่มปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ (ท่าตักทรายจากท่อนี่มันชวนปวดหลังมาก ไม่ถูกหลักการทำงานอย่างยิ่ง) แต่สุดท้ายเขาก็ให้ไปที่เดิม ที่ได้ยินแว่วๆ แล้วว่างานจะเบากว่าวันแรก

ไปถึง ลุงหัวหน้าชาวประมงคนเดิมมาอธิบายงาน รอบนี้มีคุณตามาด้วยอีกคน งานวันนี้แบ่งเป็นสองกลุ่ม สาวๆ ญี่ปุ่นหกคนได้ไปเขียนทุ่นลอย ดูเหมือนจะเป็นทุ่นที่ใช้ทำอะไรสักอย่างกับสาหร่ายวากาเมะ เป็นอุปกรณ์นึงในการทำมาหากินของชาวประมง ดังนั้น เขาก็จะเขียนสัญลักษณ์ของเขาไว้ที่ทุ่น สี่สาวได้งานเขียนทุ่น 400 ลูกแยกไปทำเต็มวัน ส่วนที่เหลือเป็นงานตัดเชือก

งานตัดเชือกเหมือนจะสบาย แต่ เชือกเกลียวเส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 1cm ยาว 500 m แค่ม้วนเชือกก็หนักแล้ว ลุงให้ตัดครึ่งเชือก แล้วก็ม้วนเก็บ ฟังดูง่ายอีกเช่นกัน แต่ การคลี่เชือกห้าร้อยเมตร พับครึ่ง ดึงตึงให้รู้ว่ามันครึ่งนึงแล้ว มันก็กินแรงใช่ย่อย เชือกที่ตัดแล้ว 250 m ให้สาวกลับมาม้วนเป็นวง มันก็ยังหนักอยู่ดี สรุปทีมสาววาดเขียนสี่คน กับที่มผสม 8 คน ทำงานเสร็จพร้อมๆกัน ที่ราวๆบ่ายสอง เหมือนเดิม

จากนั้นลุงบอกหัวหน้าสตาฟว่า งานรุ่งขึ้นจะเป็นวาดทุ่นอีก แต่เปลี่ยนสัญลักษณ์ (มีชาวประมงหลายบ้าน) รวมๆ 4000 ลูก ถึงจำนวนคนงานจะเพิ่มจาก 4 เป็น 12 แต่จำนวนจาก 400 เป็น 4000 นี่ก็เอาเรื่องอยู่ เริ่มไม่แน่ว่าจะเลิกงานเร็ววันสุดท้ายอีกหรือเปล่า

เสร็จงานแล้ว เขาพาไปดูเมืองที่ยังไม่ได้มีการฟื้นฟูใดๆ (onagawachou) เมืองนี้เป็นอ่าว มีภูเขาตั้งเป็นขอบล้อมรอบ ดังนั้น ตอนคลื่นเข้ามาก็เลยถูกภูเขาบีบให้สูงขึ้นอีก ถล่มเมืองซะราบคาบ ยังเห็นตึกที่ไม่ล้ม สูง 8-9 ชั้น มีร่องรอยความเสียหายถึงชั้นบนๆ มีตึกคอนกรีต 3-4 ชั้นล้มกลิ้งให้เห็นอยู่บนพื้น แล้วก็ฐานรากของบ้านอีกเกือบร้อยหลัง เห็นเป็นเหมือนทุ่งโล่งๆ เข้าใจว่าเขาเก็บซากชิ้นใหญ่ๆไปบ้างแล้ว เพราะเห็นเขาตัดถนนใหม่แล้ว (ผ่านโซนที่เคยเป็นบ้านเดิม เพราะถนนเดิมน้ำทะเลท่วมเข้ามาแล้ว) ลุงคนขับรถบอกว่า จุดข้างๆที่จอดรถ (เห็นแต่ฐานปูน) ตรงนี้เป็น family mart เดิม ถามกลับไปว่าลุงรู้ได้ยังไง เพราะดูแล้วไม่มีป้ายใดๆ ที่บ่งบอก ลุงบอกว่า ลุงอยู่เมืองข้างๆ นี่แหละ (...) เลยไปตรงนั้นเป็นธนาคาร รอบๆ นี้เป็นบ้านคน …... ตอนสึนามิเข้า เมืองนี้ราบทั้งเมือง (คลิปแถวๆนั้น
http://pop-rin.seesaa.net/article/195109047.html ภาพปัจจุบัน พวกโบกี้รถไฟ ซากรถยนต์ กับพวกเสา คาน อะไรที่มันยกได้เขาเก็บไปหมดแล้ว เหลือเป็นฐานโล่งๆ กับพวกตึกใหญ่ๆ ที่ต้องใช้เวลารื้อ)

เห็นคนอื่นๆ หลายกลุ่ม มาดูซากเหมือนกัน เห็นดอกไม้ไว้อาลัยวางอยู่ประปราย จบงานวันที่สองไปแบบสลดหดหู่

ตอนค่ำนอกจากกิจกรรมมีตติ้งรวม ก็มีกิจกรรมพบปะชาวบ้าน เขาเชิญตัวแทนท้องถิ่นมาพูด คุณลุงเป็นกรรมการฟื้นฟูเมือง ลุงดูอารมณ์ดีมาก แต่ลุงเองก็บอกว่า ตอนเกิดเรื่องใหม่ๆ ความเสียหายมันมากจนคนท้องถิ่นเองก็หมดกำลังใจจะฟื้นฟู สึนามิเข้าบ้าน พัดดินโคลนทรายมาถม ก็ต้องล้างออก รู้ว่าต้องทำ แต่มันก็เหนื่อย หมดแรง จนกระทั่งลุงเจอพวกเด็กๆ อาสาสมัครเข้ามาทำงานโดยบังเอิญ เด็กวัยรุ่นยิ้มแย้มแจ่มใส อยู่กันเป็นกลุ่มทำงานลอกท่ออยู่หน้าบ้านลุง ลุงเห็นแล้วแล้วฮึดสู้ หยิบชุดทำงานออกมาลุยบ้าง ลุงบอกว่า อาสาสมัครน่ะ ที่สำคัญมากคือช่วยด้านกำลังใจให้คนที่ประสบภัยได้ลุกขึ้นสู้ต่อ อย่าคิดว่าทำอะไรก็ไม่ค่อยเป็น มาช่วยก็เป็นภาระ คนที่นี่น่ะเขาซาบซึ้งและขอบคุณพวกอาสาที่มาช่วยมากๆ นะ

หมดวันที่สองเข้านอน

16 กันยายน 2011
ทำงานวันสุดท้าย เริ่มต้นแบบเดิมๆ แล้วก็แยกย้ายกันไปทำงาน วันนี้วันสุดท้ายได้อยู่ที่เดิม ทำงานเขียนทุ่น เขาส่งอีกทีมเข้ามาสมทบด้วย ลุงหัวหน้าชาวประมงแบ่งคนไว้สี่คนทำงานตัดเชือก เหมือนง่ายอีกแล้ว แต่เหมือนจะยากมั้ง เพราะใช้มีดไฟฟ้า แล้วก็ต้องวัดระยะแบบเป๊ะๆ มาก ที่เหลืออีกสิบสี่ไปตระเวนเขียนทุ่นตามบ้านลุงๆ ชาวประมงทั้งหลาย สัญลักษณ์ที่ต้องวาดก็ง่ายๆ กากบาท วงกลม วาดหลังคา (ภูเขา) อะไรแบบนี้ เหมือนงานละเลงคัทเอาท์สมัยป.ตรีเป๊ะๆ

สาวๆ ญี่ปุ่นเขาก็ค่อยๆ วาดกันไป สาววิศวะจัดแจง optimize process การทำงานก่อนด้วยการขนทุ่นมาวางเรียงกันเป็นแถว แล้ววาดรวดเดียว (การ optimize นี่มันติดเป็นนิสัยจริงๆ) หนุ่มๆ ญี่ปุ่นเห็นก็เลยช่วยยกมาจัดแถวแล้ว แล้วก็ยกทุ่นทีวาดแล้วไปเก็บ มือเพนท์ก็วาดอย่างเดียว

คุณลุงคุณตาชาวประมงพยายามคุยด้วย แต่สำเนียงฟังยากมาก คนไทยสองคนเลยขออนุญาตเป็นใบ้ ไม่คุย ปล่อยเด็กญี่ปุ่นเมาท์กับคุณลุงทั้งหลายไปแทน ส่วนใหญ่ก็ถามเรื่องความเป็นอยู่ ถามเรื่องเหตุการณ์ตอนนั้น (สตาฟเตือนมาก่อนแล้วว่า ดูดีๆ อย่าถามสุ่มสี่สุ่มห้าให้คนฟังสะเทือนใจ) ลุงๆทั้งหลายดูจะรู้สึกดีที่มีเด็กๆ มาช่วยงาน อาจจะประสาคนแก่ เห็นเด็กๆ มาทำงานก็ดูสดชื่น คุณลุงบ้านนึงบอกว่า มีหลานสองคน แต่ให้ย้ายโรงเรียนไปหมดแล้ว แถวนี้ก็เหลือแต่คนแก่นั่นแหละ

พักเที่ยง ลุงหัวหน้าชาวประมงเกิดคึกอย่างไรไม่รู้ แกคุยน้ำไหลไฟดับเลย แกดูจะผิดหวังนิดๆ ที่รู้ว่าทุกคนจะกลับบ้านเย็นนี้ พรุ่งนี้ไม่อยู่ต่อแล้ว ดูแกจะถูกใจน้องปีหนึ่งหัวเกรียนชมรมเรือยอชท์มาก (บุคลิกเด็กผู้ชายญี่ปุ่นในอุดมคติของคนอายุ 50-60) แกบอกว่า ถ้าอายุมากกว่านี้หน่อยแกจะยกลูกสาวให้ (ลูกสาวแกแก่กว่านี้เยอะ) ขายลูกสาวกับเด็กๆ ที่มาทำงานอาสากันเลยทีเดียว จากนั้นก็พูดเรื่องสภาพหลังสึนามิ แกบอกว่า ไอ้โครงตึกที่นั่งอยู่เนี่ย (ที่หน้าตาเหมือนห้องเย็นส่วนกลาง) ตอนสึนามิถล่มใหม่ๆ แกไม่คิดว่าจะมีใครเข้ามาในตึกนี้ได้นะ มีแต่ซากข้าวของเละเทะเต็มไปหมด แกบอกว่า สองเดือนแรก (ถึงพฤษภา) แกไม่ทำอะไรเลย อยู่ในสภาพหมดกำลังใจ แรกสุดเลยหลังสึนามิเข้าใหม่ๆ กองกำลังป้องกันตนเองเข้ามาก่อน เอาของมาแจก มาทำถนน สาธารณูปโภค แกก็มองว่าพวกกองกำลังฯ นี่เป็นพระเจ้าแล้วนะ ต่อมาพวกอาสากลุ่มแรกเข้ามาช่วยงานเก็บกวาด ค่อยๆลำเลียงซากข้าวของออกไป ทำให้มันดูเรียบร้อยขึ้น แกก็มองว่าพวกอาสานี่ก็เป็นพระเจ้าเหมือนกัน ดูๆ แล้ว ตามกำลังคนที่อยู่แถวนั้นไม่กี่หลังคาเรือน (ไม่น่าเกิน 20) ให้เก็บกวาดซากนี่คงเป็นเดือน อาสาลงมาทีเกือบร้อยคน แทบจะเหมือนเนรมิตให้เสร็จได้อย่างรวดเร็ว แกซาบซึ้งเหล่าบรรดาอาสาสมัครมาก แกบอกว่า ใบไม้ร่วงปีนี้เนี่ย คงยังไม่เสร็จ ปกติใบไม้ร่วงเป็นฤดูของหอยนางรม ใบไม้ผลิเป็นวากาเมะ แกบอกว่า ปีหน้าตอนใบไม้ร่วงนะ ปกติจะมีเทศกาล ถ้าบรรดาอาสาจะมาจัดงานร่วมกันพวกแกจะยินดีมาก เดี๋ยวพวกลุงจะเลี้ยงเต็มที่ กินให้จุกกันไปเลย

งานวันสุดท้ายก็เสร็จก่อนเวลาเช่นเคย แต่ไม่แน่ใจว่าเขียนทุ่นไปกี่ลูก มีตัวเบี้ยวๆ บูดๆ ประหลาดๆ ผสมไปบ้าง หวังว่าลุงๆ จะไม่ว่าอะไร กลับที่พักอาบน้ำกินข้าวมีตติ้งตามปกติ ขายของระดมทุน แล้วก็เก็บกวาดทำความสะอาดที่พักก่อนขึ้นรถกลับบ้าน

เป็นสามวันที่คุ้มค่ามาก ได้คิดอะไรเยอะทีเดียว ถ้าใครมีโอกาส ก็อยากให้ไปทำงานแบบนี้ดูบ้างเหมือนกัน

Link: peaceboat.jp/relief/volunteer/

2 comments:

bpasu said...

ดีไม่ตั้งชื่อว่า niceboat

Dittaya said...

องค์กรการกุศลมันก็ต้องชื่อทำนองนี้อยู่แล้วสิ