เนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่เมื่อเดือนมีนา
ช่วง
ช่วงเตรี
peaceboat บังคับให้คนที่จะไปค่ายอาสาทุกคนต้องเข้าฟังปฐมนิเทศ
- ให้ตรวจสอบความปลอดภัยของสถานที่ทำงานก่อนเข้าทำงานทุ
- ทางหนีทีไล่ถ้าเกิดแผ่นดินไหวหรือสึนามิว่าเขาให้ไปทา
- พกน้ำสองลิตรติดตัวตลอดเวลา (ย้ำหลายรอบมาก) เพราะ 1. ทำงานใช้แรงจะต้องการน้ำมากกว่าปกติ 2. เผื่อใช้ล้างแผลยามจำเป็น 3. เผื่อเวลาต้องหนีภัย จะได้มีน้ำกินติดตัวไว้
- ถุงมือหนัง ถุงมือยาง ใช้กับงานแบบไหน รองเท้าให้ใส่บู๊ทยางที่เป็นรองเท้า safety ทำงานเสมอ
- สาเหตุการเป็นลมแดดและการป้องกัน
- รู้ลิมิตตัวเอง อย่าหักโหมเพราะเห็นคนอื่นเขาทำไหว ทำงาน 40-50 นาที พัก 10 นาที โดยประมาณ
ฯลฯ
นอกนั้นก็เป็นรายการของที่ต้องเตรียมไป จานชามช้อนส้อม ทิชชู่ฆ่าเชื้อโรค ชุดทำงาน (เสื้อและกางเกงขายาวที่ไม่ใช่ยีนส์) ฯลฯ
ที่แคมป์ไม่ให้ซักผ้าล้างจาน คงเพราะระบบบำบัดน้ำเสียยังไม่ดี ไม่อยากก่อมลภาวะ อนุญาตแค่ซักน้ำเปล่า และแปรงฟัน ส่วนเรื่องอาบน้ำมีแชมพูสบู่แบบเป็นมิตรกับธรรมชาติเต
หลังอธิบา
นัดรวมพลสามทุ่มวันที่ 13 ออกเดินทางด้วยบัสตอนสามทุ่มครึ่งเพื่อไปถึงแคมป์เช้า แล้วเริ่มงานเลย ทำงานสามวันเต็ม คืนวันสุดท้ายรถออกจากแคมป์ กลับถึงโตเกียวเช้ามืดวันที่ 17
Facilities
- ที่พักเดิมเป็นโรงงาน เข้าใจว่าโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า แต่คงไปขอเขาใช้เป็นที่พักชั่วคราว
- ที่พักติดมุ้งลวดทั้งหลัง กันแมลงได้เยอะ แต่ก็เห็นจุดยาไล่แมลงด้วยเหมือนกัน
- แคมป์บังคับให้ประหยัดไฟ (ก็ถูกต้องแล้ว) ดังนั้นจะตัดไฟหลังสี่ทุ่ม
- น้ำประปาใช้เฉพาะดื่มและทำอาหารเท่านั้น น้ำใช้แยกไปอีกส่วน (ไม่แน่ใจว่ามาจากไหน)
- ใช้ส้วมชั่วคราวแบบมาตรฐานที่พบได้ทั่วไปในญี่ปุ่น ความสะอาดใช้ได้
- ห้องอาบน้ำเป็น shower booth แบบชั่วคราวมีน้ำร้อน (ก็เหมาะอยู่กับเมืองที่มีหน้าหนาว)
- ที่นอน ปูเสื่อ tatami ให้
- ครัว มีน้ำร้อน น้ำแข็ง ให้ แต่ไม่ให้ทำอาหาร
- มีตู้ขายน้ำหยอดเหรียญ ราคาปกติ
- convenient store ที่ใกล้ที่สุดเป็น lawson เดินประมาณ 10 นาที หลายคนเดินไปซื้อข้าวเช้าที่นี่
สภาพทั่วๆ ไปรอบๆ ที่พัก
ยังพบเห็นซากความเสียหายได้ทั่วไปแม้เวลาจะผ่า
ร้านค้าหลาย
14 กันยายน 2011
ถึงที่พัก อธิบายกฎระเบียบในการอยู่ร่วมกัน เช่น ห้ามออกนอกสถานที่หลังสองทุ่ม อาบน้ำได้สี่โมงถึงหกโมงถึงสามทุ่ม ขยะทั้งหมดให้เอากลับไปทิ้งที่บ้าน ฯลฯ แยกย้ายไปเก็บของ จัดการอาหารเช้าที่เตรียมมา แล้วก็รวมพล
จุดหนึ่งที่เขาเน้นย้ำมาก คือ ขอให้สำรวมเวลาลงพื้นที่ พื้นที่ประสบภัยไม่ใช่พื้นที่ท่องเที่ยวที่จะให้นักท่
อธิบายเรื่องชุดทำงาน full set ว่ามี
1. safety helmet
2. ถุงมือหนัง และ ถุงมือยาง
3. goggle
4. yakke (windbreaker?) เป็นชุดทำงาน กันน้ำ คล้ายๆชุดกันฝนแต่เหมือนจะหนากว่า
5. บู๊ทยางสูงที่เป็นรองเท้า safety
6. bibs เสื้อทีม peaceboat เพื่อบอกว่าเราเป็น volunteer ไม่ใช่คนแปลกหน้าโผล่มาเป็นฝูง
ทุกอย่างมีให้ยืม แต่ใครมีของส่วนตัวก็แล้วแต่
รวมพลตอนเช้า 7.45 หัวหน้าแคมป์ทักทายสั้นๆ ย้ำเรื่องความปลอดภัย ย้ำเรื่องวัตถุประสงค์ในการมาทำงานอาสา ออกกำลังกายตอนเช้า ทีมงานเปิด radio taisou ให้ออกกำลังพร้อมกัน สุ่มๆ เลือกตัวแทนออกมาสามคนมานำออกกำลัง แต่ดูแล้ว ทุกคนก็ทำได้หมด
แล้วก็แจกงาน ทีมเรากับอีกทีมได้จับคู่กันรวม 12 คน มาทำงานที่ท่าเรือประมงเล็กๆ (sudachihama) ซึ่งต้องนั่งบัสไปจากที่พักอีกราวๆ ชั่วโมง งานวันแรกเป็นงาน “ลอกท่อ” มีทางระบายน้ำอยู่ตรงโซนที่ดูจะเป็นเหมือนที่ล้างเรื
ข้าวเที่ยงเป็นข้าวปั้นคนละสองก้อน มีไส้สามแบบ 1. บ๊วย 2. วากาเมะ 3. คล้ายๆ ปลาหยอง กับคาราอาเกะหนึ่งชิ้น อาหารสามวันเหมือนกันหมด ต่างกันแค่ว่าวันไหนจะได้ข้าวปั้นอะไร
สภาพท่าเรือ
มีบ้า
เสร็จงาน
จริงๆ แล้วตามกำหนดเขาให้ทำงานถึงบ่ายสาม แต่งานเสร็จเร็วมาก ลุงหัวหน้าชาวประมงก็ให้เลิกงานเร็วมาก เข้าใจว่าเพราะว่ารู้ว่าน้ำจะขึ้นด้วย เลิกงานแล้วก็กลับที่พัก ทำความสะอาดอุปกรณ์ของตัวเอง (ล้างรองเท้า ซักถุงมือ yakke bibs) หัวหน้าทีมไปมีตติ้งสรุป แล้วก็อาบน้ำ กินข้าว พักผ่อนก่อนมีตติ้งรวม
อาหารเย็นเป็นข้าวกล่อง จานชามช้อนส้อมที่เตรียมมา ไม่ได้ใช้ เข้าใจว่าอาจจะอยากสนับสนุนร้านข้าวกล่องในเมืองให้มี
มีตติ้งรวมก็คล้ายๆ ค่ายอาสาทั่วไป ใช้เวลาราวๆ ชั่วโมง หัวข้อในแต่ละวันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ หลักๆ จะให้รายงานปัญหาที่พบในการทำงานของทีมและแนวทางการแก้
หลังจากนั้นก็แยก
15 กันยายน 2011
เนื่องจากเขาไม่ให้อาบน้ำตอนเช้า บางคนก็เช็ดตัวเอา หลายๆคนตื่นตั้งแต่ตีห้า อาจจะมีคนออกไปเดินเล่นด้วย หกโมงเช้าสว่างแล้ว คนส่วนใหญ่ตื่นแล้ว ทยอยๆ กันไปล้างหน้าแปรงฟัน กินข้าว แล้วก็รวม 7.45 เหมือนเดิม ออกกำลัง แบ่งงาน แล้วก็ไปทำงานของตัวเอง
กลุ่มของเรายังคงได้จับคู่กับ
ไปถึง ลุงหัวหน้าชาวประมงคนเดิมมาอธิบายงาน รอบนี้มีคุณตามาด้วยอีกคน งานวันนี้แบ่งเป็นสองกลุ่ม สาวๆ ญี่ปุ่นหกคนได้ไปเขียนทุ่นลอย ดูเหมือนจะเป็นทุ่นที่ใช้ทำอะไรสักอย่างกับสาหร่ายวา
งานตัดเชือกเหมือนจะสบาย แต่ เชือกเกลียวเส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 1cm ยาว 500 m แค่ม้วนเชือกก็หนักแล้ว ลุงให้ตัดครึ่งเชือก แล้วก็ม้วนเก็บ ฟังดูง่ายอีกเช่นกัน แต่ การคลี่เชือกห้าร้อยเมตร พับครึ่ง ดึงตึงให้รู้ว่ามันครึ่งนึงแล้ว มันก็กินแรงใช่ย่อย เชือกที่ตัดแล้ว 250 m ให้สาวกลับมาม้วนเป็นวง มันก็ยังหนักอยู่ดี สรุปทีมสาววาดเขียนสี่คน กับที่มผสม 8 คน ทำงานเสร็จพร้อมๆกัน ที่ราวๆบ่ายสอง เหมือนเดิม
จากนั้นลุงบอกหัวหน้าสตาฟว่า งานรุ่งขึ้นจะเป็นวาดทุ่นอีก แต่เปลี่ยนสัญลักษณ์ (มีชาวประมงหลายบ้าน) รวมๆ 4000 ลูก ถึงจำนวนคนงานจะเพิ่มจาก 4 เป็น 12 แต่จำนวนจาก 400 เป็น 4000 นี่ก็เอาเรื่องอยู่ เริ่มไม่แน่ว่าจะเลิกงานเร็ววันสุดท้ายอีกหรือเปล่า
เส
http://pop-rin.seesaa.net/article/195109047.html ภาพปัจจุบัน พวกโบกี้รถไฟ ซากรถยนต์ กับพวกเสา คาน อะไรที่มันยกได้เขาเก็บไปหมดแล้ว เหลือเป็นฐานโล่งๆ กับพวกตึกใหญ่ๆ ที่ต้องใช้เวลารื้อ)
เห็นคนอื่นๆ หลายกลุ่ม มาดูซากเหมือนกัน เห็นดอกไม้ไว้อาลัยวางอยู่ประปราย จบงานวันที่สองไปแบบสลดหดหู่
ตอนค่ำนอกจากกิจกรรมมีตติ้
หมดวันที่สองเข้านอน
16 กันยายน 2011
ทำงานวันสุดท้าย เริ่มต้นแบบเดิมๆ แล้วก็แยกย้ายกันไปทำงาน วันนี้วันสุดท้ายได้อยู่ที่เดิม ทำงานเขียนทุ่น เขาส่งอีกทีมเข้ามาสมทบด้วย ลุงหัวหน้าชาวประมงแบ่งคนไว้สี่คนทำงานตัดเชือก เหมือนง่ายอีกแล้ว แต่เหมือนจะยากมั้ง เพราะใช้มีดไฟฟ้า แล้วก็ต้องวัดระยะแบบเป๊ะๆ มาก ที่เหลืออีกสิบสี่ไปตระเวนเขียนทุ่นตามบ้านลุงๆ ชาวประมงทั้งหลาย สัญลักษณ์ที่ต้องวาดก็ง่ายๆ กากบาท วงกลม วาดหลังคา (ภูเขา) อะไรแบบนี้ เหมือนงานละเลงคัทเอาท์สมัยป.ตรีเป๊ะๆ
สาวๆ ญี่ปุ่นเขาก็ค่อยๆ วาดกันไป สาววิศวะจัดแจง optimize process การทำงานก่อนด้วยการขนทุ่นมาวางเรียงกันเป็นแถว แล้ววาดรวดเดียว (การ optimize นี่มันติดเป็นนิสัยจริงๆ) หนุ่มๆ ญี่ปุ่นเห็นก็เลยช่วยยกมาจัดแถวแล้ว แล้วก็ยกทุ่นทีวาดแล้วไปเก็บ มือเพนท์ก็วาดอย่างเดียว
คุณลุงคุณตาชาวประมงพยายามคุ
พักเที่ยง ลุงหัวหน้าชาวประมงเกิดคึกอย่างไรไม่รู้ แกคุยน้ำไหลไฟดับเลย แกดูจะผิดหวังนิดๆ ที่รู้ว่าทุกคนจะกลับบ้านเย็นนี้ พรุ่งนี้ไม่อยู่ต่อแล้ว ดูแกจะถูกใจน้องปีหนึ่งหัวเกรียนชมรมเรือยอชท์มาก (บุคลิกเด็กผู้ชายญี่ปุ่นในอุดมคติของคนอายุ 50-60) แกบอกว่า ถ้าอายุมากกว่านี้หน่อยแกจะยกลูกสาวให้ (ลูกสาวแกแก่กว่านี้เยอะ) ขายลูกสาวกับเด็กๆ ที่มาทำงานอาสากันเลยทีเดียว จากนั้นก็พูดเรื่องสภาพหลังสึนามิ แกบอกว่า ไอ้โครงตึกที่นั่งอยู่เนี่ย (ที่หน้าตาเหมือนห้องเย็นส่วนกลาง) ตอนสึนามิถล่มใหม่ๆ แกไม่คิดว่าจะมีใครเข้ามาในตึกนี้ได้นะ มีแต่ซากข้าวของเละเทะเต็มไปหมด แกบอกว่า สองเดือนแรก (ถึงพฤษภา) แกไม่ทำอะไรเลย อยู่ในสภาพหมดกำลังใจ แรกสุดเลยหลังสึนามิเข้าใหม่ๆ กองกำลังป้องกันตนเองเข้ามาก่อน เอาของมาแจก มาทำถนน สาธารณูปโภค แกก็มองว่าพวกกองกำลังฯ นี่เป็นพระเจ้าแล้วนะ ต่อมาพวกอาสากลุ่มแรกเข้ามาช่วยงานเก็บกวาด ค่อยๆลำเลียงซากข้าวของออกไป ทำให้มันดูเรียบร้อยขึ้น แกก็มองว่าพวกอาสานี่ก็เป็นพระเจ้าเหมือนกัน ดูๆ แล้ว ตามกำลังคนที่อยู่แถวนั้นไม่กี่หลังคาเรือน (ไม่น่าเกิน 20) ให้เก็บกวาดซากนี่คงเป็นเดือน อาสาลงมาทีเกือบร้อยคน แทบจะเหมือนเนรมิตให้เสร็จได้อย่างรวดเร็ว แกซาบซึ้งเหล่าบรรดาอาสาสมัครมาก แกบอกว่า ใบไม้ร่วงปีนี้เนี่ย คงยังไม่เสร็จ ปกติใบไม้ร่วงเป็นฤดูของหอยนางรม ใบไม้ผลิเป็นวากาเมะ แกบอกว่า ปีหน้าตอนใบไม้ร่วงนะ ปกติจะมีเทศกาล ถ้าบรรดาอาสาจะมาจัดงานร่วมกันพวกแกจะยินดีมาก เดี๋ยวพวกลุงจะเลี้ยงเต็มที่ กินให้จุกกันไปเลย
งานวันสุดท้ายก็เสร็จก่อนเวลาเช่นเค
เป็
Link: peaceboat.jp/relief/volunteer/
2 comments:
ดีไม่ตั้งชื่อว่า niceboat
องค์กรการกุศลมันก็ต้องชื่อทำนองนี้อยู่แล้วสิ
Post a Comment